บทความ

เครื่องปั้นดินเผา

 คุณสมบัติของดิน โดยเฉพาะดินเหนียวสามารถอุ้มน้ำได้ดี และเมื่อผสมเข้ากับน้ำแล้วจะทำให้ดินมีความเหนียวและสามารถที่จะปั้นหรือขึ้นรูปสามมิติ โดยไม่ต้องเพิ่มเติมวัสดุอื่นอีก คำว่า”เครื่องปั้นดินเผา”เป็นคำนามที่มีความหมายที่สื่อให้เข้าใจได้ในตัวของมันเอง (เอาดินมาปั้นแล้วก็เผา)

ภาชนะชุดแรกๆของมนุษย์นั้นคือการนำ ดิน มาขึ้นรูปเป็นภาชนะต่างๆแล้วนำไปตากแห้ง

เมื่อนำดินที่ขึ้นรูปแล้วมาให้ความร้อน ดินซึ่งประกอบด้วยผลึกในตระกูลของ “alumino silicate” จะมีการเปลี่ยนแปลงสัณฐานทางเคมี สารประกอบอัลคาไลน์ (alkaline) เป็นสารชนิดหนึ่งที่สามารถทำปฏิกิริยาเคมีกับผลึกดินที่อุณหภูมิสูง พลังงานความร้อนนี้สามารถขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผลึกดิน โดยจะทำให้เกิดสารประกอบลักษณะเป็น”แก้ว” สารประกอบนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวประสานอนุภาคดินที่เหลือ ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง เข้าด้วยกัน ทำให้เนื้อวัสดุหลังการเผา (อย่างน้อยประมาณ 800 องศาเซลเซียส แล้วแต่คุณสมบัติทางเคมี) มีความคงทนแข็งแรงขึ้น สามารถคงรูปไว้ใช้เป็นภาชนะสังเคราะห์ชนิดแรกของมนุษย์

ประติมากรรมดินเผา (Terracotta)

ประติมากรรม คืองานศิลปกรรมที่สร้างเป็นรูปทรงสามมิติแสดงออกโดยการใช้วัสดุ
และปริมาตรของรูปทรง
Terracotta มาจากภาษาอิตาเลียน หมายถึงดินเผา เป็นดินสีแดงอมส้ม ซึ่งจะมีสีเข้ม
มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณออกไซด์ของเหล็กภายในดินเและอุณหภูมิในการเผา ดินเทอราคอตตา
พบได้ตามแหล่งต่างๆ ทั่วโลก นิยมใช้ทำอิฐ กระถางต้นไม้ และภาชนะใช้สอยอื่นๆ รวมไปถึงงาน
หัตถศิลป์และงานศิลปะ
ประติมากรรมดินเผา คืองานศิลปกรรมที่สร้างเป็นรูปทรงสามมิติโดยใช้ดินเผาเป็น วัสดุ

ประเภทของงานประติมากรรม
1. ประติมากรรมนูนต่ำ
2. ประติมากรรมนูนสูง
3. ประติมากรรมลอยตัว
ประเภทของรูปทรงที่ใช้ในงานประติมากรรม
1. รูปทรงเรขาคณิต (Geometric Form) หมายถึง รูปทรงที่มีลักษณะเป็นแบบเรขาคณิต
เช่น รูปกลม รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยมฯลฯ รูปทรงเหล่านี้เป็นรูปทรงที่ให้ความรู้สึกเป็นกลาง เป็น
โครงสร้างหรือเป็นพื้นฐานให้แก่รูปทรงอื่นๆ
2. รูปทรงธรรมชาติ (Organic Form) หมายถึง รูปทรงของสิ่งที่มีชีวิต หรือมีลักษณะ
คล้ายสิ่งที่มีชีวิต มีโครงสร้างที่ประกอบขึ้นด้วยการขยายตัวและผนึกตัวของเซลล์ต่างๆ เช่น คน สัตว์
พืช กระดูก ปะการังฯลฯ เป็นรูปทรงที่ให้ความรู้สึกว่ามีโครงสร้างของชีวิตและเติบโตได้
3. รูปทรงอิสระ (Free Form) หมายถึง รูปทรงที่เกิดขึ้นอย่างอิสระไม่มีโครงสร้างที่
แน่นอนในตัวเองแต่เป็นไปตามอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม มีลักษณะลื่นไหลให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว
อาทิเช่น รูปทรงของเมฆ ฯลฯ
กระบวนการสร้างสรรค์รูปทรง
1. ค้นหาแรงบันดาลใจจากปฏิกิริยาที่มีต่อสภาพแวดล้อม ปรัชญาหรือประสบการณ์ที่
ก่อให้เกิดรูปความคิด
2. พัฒนารูปความคิดเป็นจุดมุ่งหมายหรือแนวความคิด
3. ค้นหารูปทรงเพื่อตอบสนองต่อแนวความคิด
4. คลี่คลายรูปทรงไปสู่ความชัดเจนและสมบูรณ์
ความเหนียวของเนื้อดินและการหดตัวของดิน
ความเหนียวของเนื้อดิน (Plasticity of Clay) ความเหนียวเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการ
ขึ้นรูป ดินที่มีความเหนียวน้อยจะทำให้ขึ้นรูปได้ยากเนื่องจากอณูของเม็ดดินที่ใหญ่และมีความพรุน
ตัวสูง ดินที่มีความเหนียวมากจะทำให้ผลงานเกิดการหดตัวสูงและเกิดการแตกร้าวตามมาเนื่องจากอณู
ของเม็ดดินที่เล็กและมีความพรุนตัวต่ำนั่นเอง
การทดสอบความเหนียวของเนื้อดิน
1. วิธีแบบชาวบ้าน คือการนำดินมาบี้กับหัวแม่มือหรือนำมาคลึงกับอุ้งมือให้เป็นก้อนกลมถ้าดินเกิด
ความมันวาวหรือเรียกกันว่า ”มันปู” แสดงว่าดินนั้นมีความเหนียวมากพอที่จะนำมาขึ้นรูปได้
2. วิธีขดงอ คือการนำดินมาคลึงเป็นเส้นกลมขนาดประมาณแท่งดินสอ แล้วขดงอให้เป็น
วงแหวนเล็กๆ ถ้าปรากฏรอยแตกร้าวที่ส่วนโค้งของวงแหวน แสดงว่าดินนั้นมีความเหนียวน้อย
3. วิธีการคำนวณ เป็นการคำนวณปริมาณน้ำที่ทำให้ดินมีความเหนียวเพียงพอต่อการขึ้นรูป
มีขั้นตอนดังนี้
3.1 นำดินมาตากให้แห้ง หลังจากนั้นบดให้ละเอียด
3.2 นำดินที่บดแล้วจำนวน 500 กรัม มาวางไว้บนกระจก (เนื่องจากกระจกไม่ดูดซึมน้ำ
จึงทำให้น้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง)
3.3 ตวงน้ำ 500 ซีซี ผสมลงในเนื้อดิน คนให้ทั่ว ถ้าไม่พอให้เติมลงไปอีกโดยมีการจด
บันทึกปริมาณน้ำที่เพิ่มเข้าไปด้วยทุกครั้ง
3.4 นวดดินจนมีความเหนียวเพียงพอต่อการขึ้นรูป แล้วคำนวณตามสูตรดังนี้
เปอร์เซ็นต์ปริมาณน้ำที่ทำให้ดินมีความเหนียว = จำนวนน้ำหนักน้ำ x 100หารด้วย จำนวนน้ำหนักดินแห้ง

การหดตัวของดิน
การหดตัวของดินเกิดจากการระเหยของน้ำในโครงสร้างของดิน ทำให้อนุภาคของดินมี
ขนาดที่เล็กลงและบีบตัวเข้าหากัน การหดตัวของดินทำให้เกิดผล 2 ประการ
1. ทำให้ขนาดของผลงานเกิดความผิดพลาด
2. ทำให้ผลงานเกิดการแตกร้าว
การหดตัวของดินเกิดขึ้นได้ 2 ระยะ คือ
1.ขณะกำลังแห้ง
2. ขณะกำลังเผา
การหดตัวของดินสามารถแก้ไขได้โดยการนำดินชนิดอื่นที่หดตัวน้อยกว่ามาผสมหรือ
การนำทรายละเอียดมาผสมก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน
การทดสอบการหดตัวของเนื้อดิน
วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบการหดตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลงานแตกร้าวหรือบิดเบี้ยว มีวิธีทดสอบดังนี้
1.วัดความยาวแท่งดินทดลองก่อนเผา
2.นำแท่งดินทดลองไปเผาในอุณหภูมิที่กำหนด
3.วัดความยาวหลังจากเผา
4.คำนวณการหดตัวด้วยสูตรดังนี้
เปอร์เซ็นต์การหดตัวหลังเผา = ความยาวก่อนเผา – ความยาวหลังเผา x 100หารด้วย ความยาวก่อนเผา
เตาและการเผา
การเผา คือการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ผลงานภายในเตา ภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยน
สภาพดินให้กลายเป็นวัตถุที่มีความแข็งแกร่ง โดยรายวิชานี้กำหนดให้ปฏิบัติการเผาผลงานโดยใช้เตา
พื้นบ้าน เนื่องจากเป็นเตาที่สร้างง่ายและสามารถใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่นเป็นเชื้อเพลิงในการเผา
วิธีการสร้างเตาและการเผาแบบพื้นบ้าน
นำอิฐมาก่อเป็นทรงสี่เหลี่ยม โดยมีการเว้นช่องว่างระหว่างอิฐแต่ละก้อนประมาณ 1 – 1.5
เซนติเมตร เพื่อเป็นช่องทางให้อากาศเข้าไปภายในเตาได้ เว้นที่ว่างภายในไว้สำหรับบรรจุผลงาน นำ
เชื้อเพลิงที่สามารถหาได้ภายในท้องถิ่น อาทิเช่น แกลบ ฟางข้าว เศษใบไม้แห้ง กิ่งไม้ ฯลฯ นำมาบรรจุ
ภายในเตาให้เต็มพื้นที่ว่างโดยรอบผลงาน หลังจากนั้นจึงทำการเผา โดยมีการเติมเชื้อเพลิงเพิ่ม
ประมาณ 2 – 3 รอบ รอให้เตาลดอุณหภูมิ จึงนำผลงานออก
การสังเกตุสีจากสีไฟภายในเตา

taddin